สวัสดีชาวเด็กดีทุกคนจ้ะ! แหม! หน้าตาดูหมองๆ นะคะโดย เฉพาะม.6 ไม่ต้องบอกก็เดาออกว่าเครียดเรื่องสอบ O-NET กันอยู่แน่ๆ ใช่มั้ยล่ะ โดยส่วนใหญ่แล้ว น้องๆม.6 ทุกคน คงจะไม่มีใครงงนะคะว่าแอดมิชชั่นคือะไร ต้องสอบอะไร ใช้คะแนนอะไรบ้าง แต่จะมีสักกี่คนกันนะ ที่มั่นใจว่าสิ่งที่เราเข้าใจนั้นถูกแล้ว ไม่ได้เข้าใจผิดไป วันนี้พี่อาตูมี 5 ความเข้าใจผิด เรียกได้ว่าเป็น 5 ค่านิยมที่เรามักเอาไปตัดสินทำให้เกิดความเข้าใจผิดนี้ขึ้น พี่อาตูเชื่อว่าน้องๆชาวเด็กดีไม่ได้มีค่านิยมแบบนี้แน่นอน แต่เชื่อมั้ยว่าบางทีก็มีคนแอบเข้าใจผิดแบบนี้อยู่เหมือนกันนะ อาทิเช่น มนุษย์ป้าข้างบ้าน อิอิ จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลยค่ะ
"Admission คือ ทั้งหมดของชีวิต"
น้องบางคนตั้งเป้าหมายถึงคณะ มหาวิทยาลัยในฝันนับว่าเป็นสิ่งที่ดีเลยค่ะ ที่เรามีเป้าหมาย แต่จะอันตรายหากเรามีแค่คณะ มหาวิทยาลัยเป็น “เป้าหมายเดียว” ของชีวิต ก่อนอื่นอยากพาน้องๆมองภาพให้ออก และทำความเข้าใจก่อนว่า ในชีวิตของคนหนึ่งคนต้องผ่านเหตุการณ์ต่างๆมากมาย บางช่วงเวลาก็คือจุดสำคัญของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น เรียนจบ สอบติด รับปริญญา ทำงาน เปลี่ยนงาน แต่งงาน ล้วนแล้วแต่เป็นจุดสำคัญหลายๆจุดที่มาเรียงร้อยต่อกัน โดยทุกจุดเป็น “ส่วนหนึ่ง”ของชีวิต แต่ไม่ใช่ “ทั้งหมด” ของชีวิต การแอดมิชชั่นก็เช่นกัน ดังนั้นน้องๆคนไหนที่มีเป้าหมายคณะในฝันอยู่แล้ว แปลว่าเราออกแบบชีวิตของเราไปแล้วจุดหนึ่ง แต่ไม่ควรยึดติดหากจุดๆนี้ไม่เป็นแบบที่ใจหวัง เพราะเรายังทำจุดอื่นๆในชีวิตให้ดีได้ค่ะ
พี่อาตูจึงอยากชวนน้องๆ ตั้งเป้าหมายให้ไกลยิ่งขึ้น มองให้ไกลไปอีกว่า แล้วจุดอื่นๆต่อไปในชีวิตล่ะ จะเป็นอย่างไร ไกลกว่าแอดมิชชั่นติดนั้นคืออะไร เข้าไปเรียนแล้วจะตั้งเป้าหมายตัวเองเรียนให้ได้ระดับไหน จบแล้วทำอะไร อีกห้าปี สิบปี อยากให้เป็นอย่างไร บางคนอาจจะคิดว่า มันไกลไปมั้ยพี่? อันนี้มโนรึเปล่า? พี่อาตูบอกได้เลยว่าน้องๆจะตั้งเป้าหมายหรือไม่ ยังไงเวลาห้าปี สิบปีที่ว่านั่นก็ยังคงต้องเดินมาถึงอยู่ดีนะ งั้นเราลองตั้งเป้าหมายดีกว่าจะได้ใช้ชีวิตไม่หลงทาง ดีมั้ยคะ ?
"เลือกคณะผิด ไม่มีสิทธิ์แก้ไข"
มีหลายคนมากที่แอดมิชชั่นติดไปแล้วพบว่ามันไม่ใช่ตัวเอง แต่ไม่กล้าเปลี่ยคณะ ไม่กล้าซิ่ว ด้วยความคิดที่ว่าเข้าพร้อมเพื่อนก็ต้องจบพร้อมเพื่อนสิ ทนๆเรียนไปหน่อย พี่อาตูมีคำนึงอยากจะฝากไว้ค่ะ“อย่าใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องทนอยู่กับมันไปทั้งชีวิต” การแอดมิชชั่นครั้งใหญ่ของเรานั้นจะมีอยู่ครั้งเดียวก็คือพร้อมกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน แต่ครั้งต่อไปที่เราจะซิ่วนั้น มันอาจจะวังเวง ไม่มีเพื่อนร่วมชะตากรรม แต่ไม่ใช่เรื่องเสียหาย คอขาดบาดตายค่ะ ดังนั้น เลือกคณะผิด ไม่ต้องคิดจนวันตาย ให้โอกาสตัวเอง เลือกใหม่ได้ค่ะ ในทางที่เราต้องการเดิน ใครที่มองว่าสนามแอดมิชชั่นพลาดแล้วพลาดเลยนั้น ต้องลองปรับมุมมองให้กว้างขึ้น ทุกอย่างแก้ไขได้เสมอเพื่อให้ได้เจอสิ่งที่ใช่ค่ะ
น้องบางคนตั้งเป้าหมายถึงคณะ มหาวิทยาลัยในฝันนับว่าเป็นสิ่งที่ดีเลยค่ะ ที่เรามีเป้าหมาย แต่จะอันตรายหากเรามีแค่คณะ มหาวิทยาลัยเป็น “เป้าหมายเดียว” ของชีวิต ก่อนอื่นอยากพาน้องๆมองภาพให้ออก และทำความเข้าใจก่อนว่า ในชีวิตของคนหนึ่งคนต้องผ่านเหตุการณ์ต่างๆมากมาย บางช่วงเวลาก็คือจุดสำคัญของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น เรียนจบ สอบติด รับปริญญา ทำงาน เปลี่ยนงาน แต่งงาน ล้วนแล้วแต่เป็นจุดสำคัญหลายๆจุดที่มาเรียงร้อยต่อกัน โดยทุกจุดเป็น “ส่วนหนึ่ง”ของชีวิต แต่ไม่ใช่ “ทั้งหมด” ของชีวิต การแอดมิชชั่นก็เช่นกัน ดังนั้นน้องๆคนไหนที่มีเป้าหมายคณะในฝันอยู่แล้ว แปลว่าเราออกแบบชีวิตของเราไปแล้วจุดหนึ่ง แต่ไม่ควรยึดติดหากจุดๆนี้ไม่เป็นแบบที่ใจหวัง เพราะเรายังทำจุดอื่นๆในชีวิตให้ดีได้ค่ะ
พี่อาตูจึงอยากชวนน้องๆ ตั้งเป้าหมายให้ไกลยิ่งขึ้น มองให้ไกลไปอีกว่า แล้วจุดอื่นๆต่อไปในชีวิตล่ะ จะเป็นอย่างไร ไกลกว่าแอดมิชชั่นติดนั้นคืออะไร เข้าไปเรียนแล้วจะตั้งเป้าหมายตัวเองเรียนให้ได้ระดับไหน จบแล้วทำอะไร อีกห้าปี สิบปี อยากให้เป็นอย่างไร บางคนอาจจะคิดว่า มันไกลไปมั้ยพี่? อันนี้มโนรึเปล่า? พี่อาตูบอกได้เลยว่าน้องๆจะตั้งเป้าหมายหรือไม่ ยังไงเวลาห้าปี สิบปีที่ว่านั่นก็ยังคงต้องเดินมาถึงอยู่ดีนะ งั้นเราลองตั้งเป้าหมายดีกว่าจะได้ใช้ชีวิตไม่หลงทาง ดีมั้ยคะ ?
"เลือกคณะผิด ไม่มีสิทธิ์แก้ไข"
มีหลายคนมากที่แอดมิชชั่นติดไปแล้วพบว่ามันไม่ใช่ตัวเอง แต่ไม่กล้าเปลี่ยคณะ ไม่กล้าซิ่ว ด้วยความคิดที่ว่าเข้าพร้อมเพื่อนก็ต้องจบพร้อมเพื่อนสิ ทนๆเรียนไปหน่อย พี่อาตูมีคำนึงอยากจะฝากไว้ค่ะ“อย่าใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องทนอยู่กับมันไปทั้งชีวิต” การแอดมิชชั่นครั้งใหญ่ของเรานั้นจะมีอยู่ครั้งเดียวก็คือพร้อมกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน แต่ครั้งต่อไปที่เราจะซิ่วนั้น มันอาจจะวังเวง ไม่มีเพื่อนร่วมชะตากรรม แต่ไม่ใช่เรื่องเสียหาย คอขาดบาดตายค่ะ ดังนั้น เลือกคณะผิด ไม่ต้องคิดจนวันตาย ให้โอกาสตัวเอง เลือกใหม่ได้ค่ะ ในทางที่เราต้องการเดิน ใครที่มองว่าสนามแอดมิชชั่นพลาดแล้วพลาดเลยนั้น ต้องลองปรับมุมมองให้กว้างขึ้น ทุกอย่างแก้ไขได้เสมอเพื่อให้ได้เจอสิ่งที่ใช่ค่ะ
"มหาวิทยาลัยเด่นดี คือศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูล"
ถ้าน้องๆเรียนในโรงเรียนเวทมนต์ฮอกวอร์ด อยากอยู่บ้านอะไรคะ? หลายคนคงบอกว่ากริฟฟินดอร์ เพราะเป็นบ้านแห่งเหล่าพ่อมดแม่มดผู้กล้าใช่มั้ยล่ะ? แต่มหาวิทยาลัยเราไม่ได้มีจำกัดอยู่แค่นั้น เราไม่ได้มีอยู่ 4 บ้าน แต่เรามีหลายสิบมหาวิทยาลัย คือชีวิตจริงไม่ใช่นิยายที่ถูกแต่งขึ้น ดังนั้นผู้กล้าเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกรั้วมหาวิทยาลัยค่ะ เป็นธรรมดาที่เราจะเชื่อถือมหาวิทยาลัยบางแห่งเพราะความเก่าแก่ ชื่อเสียงดั้งเดิมและคุ้นเคย หรือคุ้นหู แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามีความเหนือกว่ามนุษย์ทั่วไปค่ะ และไม่เกี่ยวกับศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูลแต่อย่างใด เพชรย่อมเป็นเพชรแม้อยู่ในโคลนตม พี่อาตูต้องการจะสื่อว่า ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลว่าเขาเป็นเช่นไรต่างหาก หากเราเป็นคนมีความตั้งใจและความสามารถ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเราก็มีเกียรติและศักดิ์ศรีเช่นเดียวกัน ค่าของคนขึ้นอยู่กับผลงานที่เราสร้างค่ะ
"มหาวิทยาลัยเอกชน คือผู้แพ้จากแอดมิชชั่น"
อันนี้เป็นความเข้าใจผิดมหันต์เลยค่ะ พี่อาตูอยากชวนให้มองใหม่เลยว่าชีวิตคือ “การเลือก” ค่ะ เราเลือกได้เช่นใด คนอื่นก็เลือกได้เช่นนั้น และมหาวิทยาลัยเอกชนไม่ใช่แหล่งรวมของคนไม่มีทางเลือกหรือคนสอบไม่ติด แต่เป็นเพราะเขาเลือกที่จะเรียนที่นี่ต่างหาก บางคนวางแผนมาแล้วว่าจะเรียนที่มหาวิทยาลัยเอกชน ไม่ว่าจะด้วยความชอบในหลักสูตร ตอบโจทย์ชีวิตมากกว่า หรือสะดวกสบายใกล้บ้าน ดังนั้นพี่อาตูบอกเลยค่ะว่ามหาวิทยาลัยคือแหล่งให้การศึกษาแต่ต่างกันด้วยงบประมาณและนโยบายหลายอย่างคล้ายๆว่าเข้าโรงพยาบาลรัฐกับโรงพยาบาลเอกชน ค่าใช้จ่ายต่างกันแต่ทั้งหมดล้วนมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือรักษาผู้ป่วย ซึ่งสนามแอดมิชชั่นนั้น ไม่มีแพ้ ไม่มีชนะ มีแต่ตัวเรากับชีวิตที่เรา“เลือก”เดินค่ะ
"ต้องคะแนนสูง ถึงจะแอดมิชชั่นติด"
ต้องขอยืมประโยคเด็ดจาก Dek-D Admission On Stage เลยค่ะ ว่านี่คืออีกหนึ่งความเข้าใจผิดเพราะจริงๆแล้ว “คะแนนเท่าไหร่ก็ติดได้ถ้าเลือกเป็น”ค่ะ ยืนยันเลย สอบแอดมิชชั่นติดไม่ติดไม่ได้อยู่ที่คะแนนอย่างเดียว อยู่ที่เราเลือกอันดับเป็นหรือไม่ต่างหาก ต่อให้เรามีคะแนนสูงๆ ก็สามารถหลุดได้หากเราเลือกไม่เป็นเชื่อมั้ยคะ ?
“คนที่เลือกไม่เป็นเป็นอย่างไร?” ก็คือคนที่ “ไม่รู้ตัวเอง” ค่ะ ไม่รู้ว่าตัวเองอยากเข้าคณะอะไร ไม่รู้ว่าคะแนนที่ตัวเองมีเรียกว่าระดับไหน บางคนคะแนนกลางๆก็คิดว่าเยอะไปเลือกคณะคะแนนสูงก็หลุดได้ หรือไม่ศึกษาข้อมูลเลือกคณะคะแนนเหวี่ยงก็หลุดอีก ถ้าหากว่าน้องๆซื้อระเบียบการแอดมิชชั่นเปิดดูจะพบเลยว่าชื่อมหาวิทยาลัยนั้นมีอยู่มากถึง40มหาวิทยาลัยกว่าหนึ่งแสนที่นั่ง ดังนั้นถ้าน้องมีคะแนน รู้จักตัวเองดีว่าอยากเข้าคณะอะไร มองให้ออกว่าคะแนนเราอยู่ระดับใด ศึกษาข้อมูลสถิติคะแนนต่ำสุดย้อนหลังคณะที่อยากเข้า ไม่ต้องคะแนนสูงลิ่วก็สอบแอดมิชชั่นติด มีที่เรียนแน่นอนค่ะ
ได้เคลียความเข้าใจผิดกันแบบนี้พี่อาตูก็อุ่นใจค่ะว่าชาวเด็กดีจะแอดมิชชั่นไปอย่างมีจุดหมายและมั่นคง คว้าอนาคตอันสดใสสวยงามมาครอบครอง (ฟังดูเลิศสุดๆ) เอาเป็นว่าช่วงO-NET เด็ดทุกวิชาแบบนี้พี่อาตูก็ขออวยพรให้น้องม.6 ทุกคนรวมถึงน้องๆชาวเด็กดีคนอื่นๆ มีสติ มีสมาธิ และมีปัญญา ไม่ฟุ้งซ่านหลงไปกับความคิดจนเกินไป โชคดีทุกคนจ้า
ถ้าน้องๆเรียนในโรงเรียนเวทมนต์ฮอกวอร์ด อยากอยู่บ้านอะไรคะ? หลายคนคงบอกว่ากริฟฟินดอร์ เพราะเป็นบ้านแห่งเหล่าพ่อมดแม่มดผู้กล้าใช่มั้ยล่ะ? แต่มหาวิทยาลัยเราไม่ได้มีจำกัดอยู่แค่นั้น เราไม่ได้มีอยู่ 4 บ้าน แต่เรามีหลายสิบมหาวิทยาลัย คือชีวิตจริงไม่ใช่นิยายที่ถูกแต่งขึ้น ดังนั้นผู้กล้าเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกรั้วมหาวิทยาลัยค่ะ เป็นธรรมดาที่เราจะเชื่อถือมหาวิทยาลัยบางแห่งเพราะความเก่าแก่ ชื่อเสียงดั้งเดิมและคุ้นเคย หรือคุ้นหู แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามีความเหนือกว่ามนุษย์ทั่วไปค่ะ และไม่เกี่ยวกับศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูลแต่อย่างใด เพชรย่อมเป็นเพชรแม้อยู่ในโคลนตม พี่อาตูต้องการจะสื่อว่า ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลว่าเขาเป็นเช่นไรต่างหาก หากเราเป็นคนมีความตั้งใจและความสามารถ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเราก็มีเกียรติและศักดิ์ศรีเช่นเดียวกัน ค่าของคนขึ้นอยู่กับผลงานที่เราสร้างค่ะ
"มหาวิทยาลัยเอกชน คือผู้แพ้จากแอดมิชชั่น"
อันนี้เป็นความเข้าใจผิดมหันต์เลยค่ะ พี่อาตูอยากชวนให้มองใหม่เลยว่าชีวิตคือ “การเลือก” ค่ะ เราเลือกได้เช่นใด คนอื่นก็เลือกได้เช่นนั้น และมหาวิทยาลัยเอกชนไม่ใช่แหล่งรวมของคนไม่มีทางเลือกหรือคนสอบไม่ติด แต่เป็นเพราะเขาเลือกที่จะเรียนที่นี่ต่างหาก บางคนวางแผนมาแล้วว่าจะเรียนที่มหาวิทยาลัยเอกชน ไม่ว่าจะด้วยความชอบในหลักสูตร ตอบโจทย์ชีวิตมากกว่า หรือสะดวกสบายใกล้บ้าน ดังนั้นพี่อาตูบอกเลยค่ะว่ามหาวิทยาลัยคือแหล่งให้การศึกษาแต่ต่างกันด้วยงบประมาณและนโยบายหลายอย่างคล้ายๆว่าเข้าโรงพยาบาลรัฐกับโรงพยาบาลเอกชน ค่าใช้จ่ายต่างกันแต่ทั้งหมดล้วนมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือรักษาผู้ป่วย ซึ่งสนามแอดมิชชั่นนั้น ไม่มีแพ้ ไม่มีชนะ มีแต่ตัวเรากับชีวิตที่เรา“เลือก”เดินค่ะ
"ต้องคะแนนสูง ถึงจะแอดมิชชั่นติด"
ต้องขอยืมประโยคเด็ดจาก Dek-D Admission On Stage เลยค่ะ ว่านี่คืออีกหนึ่งความเข้าใจผิดเพราะจริงๆแล้ว “คะแนนเท่าไหร่ก็ติดได้ถ้าเลือกเป็น”ค่ะ ยืนยันเลย สอบแอดมิชชั่นติดไม่ติดไม่ได้อยู่ที่คะแนนอย่างเดียว อยู่ที่เราเลือกอันดับเป็นหรือไม่ต่างหาก ต่อให้เรามีคะแนนสูงๆ ก็สามารถหลุดได้หากเราเลือกไม่เป็นเชื่อมั้ยคะ ?
“คนที่เลือกไม่เป็นเป็นอย่างไร?” ก็คือคนที่ “ไม่รู้ตัวเอง” ค่ะ ไม่รู้ว่าตัวเองอยากเข้าคณะอะไร ไม่รู้ว่าคะแนนที่ตัวเองมีเรียกว่าระดับไหน บางคนคะแนนกลางๆก็คิดว่าเยอะไปเลือกคณะคะแนนสูงก็หลุดได้ หรือไม่ศึกษาข้อมูลเลือกคณะคะแนนเหวี่ยงก็หลุดอีก ถ้าหากว่าน้องๆซื้อระเบียบการแอดมิชชั่นเปิดดูจะพบเลยว่าชื่อมหาวิทยาลัยนั้นมีอยู่มากถึง40มหาวิทยาลัยกว่าหนึ่งแสนที่นั่ง ดังนั้นถ้าน้องมีคะแนน รู้จักตัวเองดีว่าอยากเข้าคณะอะไร มองให้ออกว่าคะแนนเราอยู่ระดับใด ศึกษาข้อมูลสถิติคะแนนต่ำสุดย้อนหลังคณะที่อยากเข้า ไม่ต้องคะแนนสูงลิ่วก็สอบแอดมิชชั่นติด มีที่เรียนแน่นอนค่ะ
ได้เคลียความเข้าใจผิดกันแบบนี้พี่อาตูก็อุ่นใจค่ะว่าชาวเด็กดีจะแอดมิชชั่นไปอย่างมีจุดหมายและมั่นคง คว้าอนาคตอันสดใสสวยงามมาครอบครอง (ฟังดูเลิศสุดๆ) เอาเป็นว่าช่วงO-NET เด็ดทุกวิชาแบบนี้พี่อาตูก็ขออวยพรให้น้องม.6 ทุกคนรวมถึงน้องๆชาวเด็กดีคนอื่นๆ มีสติ มีสมาธิ และมีปัญญา ไม่ฟุ้งซ่านหลงไปกับความคิดจนเกินไป โชคดีทุกคนจ้า


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น